ถ้าฟังดูเผิน ๆ เหมือนจะเกี่ยวข้องกันไปหมด แต่ถ้าในฐานะผู้ประกอบการคงต้องเลือกเรื่องที่จะไปเกี่ยวข้องกันสักหน่อย สำหรับผู้เขียนเห็นว่า Digital เกี่ยวข้องกับ SMEs เราก็ตรงที่จะเป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอกาสทางการค้า ลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพหรือสร้างความแตกต่างจนทำให้เราสามารถแข่งขันได้นั่นเอง ถ้าพูดภาษาธรรมดาๆ ก็เรียกว่า “เกี่ยวข้องตรงที่ทำให้มีโอกาสค้าขายได้ดีขึ้น” น่ะค่ะ

ถ้าเรานึกถึง Digital ในยุคก่อนหน้านี้ ก็เช่นตอนที่เราซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer) มาและเราก็ใช้ระบบและซอฟแวร์ (Software) หรือโปรแกรมที่ติดมากับเครื่อง เช่น ใช้ระบบ Window และโปรแกรม Microsoft Words เพื่อพิมพ์งานใน Computer แทนการเขียนอะไรต่าง ๆ บนกระดาษ…สมัยก่อนเราก็มองว่าใครที่ใช้ Computer และ Software ในการทำธุรกิจก็ถือว่าทันสมัยมากแล้ว เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีเทคโนโลยี หรือ IT (Information Technology) ดีทีเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไปการใช้งานดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เกิดเป็นความเคยชิน จนเป็นเรื่องปกติที่เราจะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในชีวิตประจำวันหรือทำธุรกิจโดยทั่วไปในที่สุด ที่เป็นเช่นนั้นได้เพราะเวลาได้ทำให้คนเข้าใจ ทำให้คนได้ปรับตัว จนได้เข้าถึงประโยชน์สูงสุดของเทคโนโลยีนั้นนั่นเอง

มาถึงปัจจุบันก็เช่นกัน Digital ในวันนี้ถ้าจะเปรียบเทียบก็คือเครื่องมือคล้าย ๆ Window และ Microsoft Words แต่มาในรูปแบบที่ตอบสนองการทำธุรกิจที่แตกต่างตรงกับความต้องการในการใช้งานมากขึ้น มีความหลากหลายขึ้น และสะดวกมากขึ้นเท่านั้น  ทั้งนี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพถึงระดับความซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ปัจจุบันเราสามารถพูดผ่านโทรศัพท์และทั้งหมดก็จะแปลงเป็นข้อความเลยโดยเราไม่ต้องพิมพ์เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการใช้งานของผู้ใช้มือถือที่ปัจจุบันนิยมการ Chat คุยกันสั้น ๆ มากขึ้น

ถ้าจะยกตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์และเป็นการนำเอาเครื่องมือทาง IT มาประยุกต์ในการทำธุรกิจแบบ Digital อีกอย่างก็เช่น ระบบ CRM (Customer Relationship Management) ที่เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและทำให้ผู้ประกอบการรู้จักลูกค้าและทราบความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งธุรกิจใดที่ได้นำวิธีดังกล่าวไป “ประยุกต์ใช้และ Implement (ใช้งาน) ได้สำเร็จ” ก็ทำให้ธุรกิจดังกล่าวสามารถเสนอสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าได้ดีขึ้น เพราะสิ่งที่เราจะนำเสนอได้ผ่านการวิเคราะห์จากข้อมูลต่าง ๆ มาแล้วนั่นเอง (เหมือนไปจีบสาวก็อาจจะต้องทำการบ้านก่อนว่าเขาชอบทานอะไร ทำอะไร ดอกไม้แบบไหน แล้วก็เพียรนำเสนอสิ่งที่เขาชอบไปเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสจีบสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปก่อนเลยและรอเพียงบุพเพสันนิวาสล้วน ๆ จริงมั๊ยคะ)…  กลับเข้าเรื่องมาใหม่…ตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นว่า CRM ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ Digital มาประยุกต์ในการทำธุรกิจ ทำให้วิธีการนำเสนอสินค้าและบริการของเราก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนในการใช้เวลาเพื่อให้พนักงานงานปิดงานขายก็มีแนวโน้มลดลง ธุรกิจก็จะได้ประโยชน์จากการใช้ Digital ในมุมนี้เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างเรื่อง CRM ถือเป็นเทคโนโลยีระดับที่มีการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง กลุ่มที่ใช้งานส่วนใหญ่ก็จะเป็นองค์หรือบริษัทขนาดใหญ่ถึงระดับกลางที่มีข้อมูลต่าง ๆ ให้วิเคราะห์พอสมควร แต่ถึงกระนั้นปัจจุบันก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรหรือ SMEs ขนาดกลางของประเทศไทยเราได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวแล้วทั้งหมด ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าบางส่วนที่ว่านั้นเป็นไปได้ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่ามีระบบแบบนี้ หรือรู้ว่ามีแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร หรืออาจจะรู้ว่าจะเริ่มอย่างไรแต่นำไปใช้แล้วกลับไม่ประสบความสำเร็จ  แต่ภายใต้ข่าวร้ายดังกล่าวก็ต้องบอกว่าในอีกด้านหนึ่งก็มีองค์กรและธุรกิจที่เข้าใจและนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จเช่นกัน  แน่นอนทุกอย่างต้องมีสาเหตุว่าทำไม เอาไว้โอกาสหน้าวันว่าง ๆ ลมเย็น ๆ ผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังถึง Challenge ของการเปลี่ยนแปลงธุรกิจตัวเองไปเป็น Digital Business อีกครั้ง ….ตอนนี้เรามาคุยกันเรื่องนี้กันให้จบต่อดีกว่า…

จากตัวอย่างภาพของ Digital ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสมัยก่อน มาเป็น Digital ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ ๆ อย่างบริษัทพัฒนาระบบมือถือ และมาเป็น CRM ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs ขนาดกลางทั่วไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูตัวอย่าง Digital กับธุรกิจขนาดเล็ก ๆ บ้าง ที่ใกล้ ๆ ตัวพวกเราส่วนใหญ่ก็อย่างเช่น Facebook การนำธุรกิจเข้าไปอยู่ในโลกของ Facebook เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้รู้จักธุรกิจของเรามากขึ้น นี่ก็เป็นตัวอย่างที่มีการใช้ Application เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายให้ธุรกิจของตัวเองสามารถเป็นที่รู้จักของผู้คนได้ในจำนวนที่มากขึ้น แต่อีกเช่นกันถ้ามันง่ายเช่นนั้น ทุกคนคงรวยไปหมดแล้วและก็คงไม่มีกูรูไหนจำเป็นต้องออกมาอธิบายการใช้ Facebook ในการขยายธุรกิจอีกเช่นกัน ทุกอย่างมันมีขั้นตอนและกระบวนการของมันอยู่ที่สำคัญเราต้อง “เข้าใจและใช้เป็น” Digital ถึงจะมีประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพว่า Digital ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหมายถึงอย่างไร และเราสามารถใช้หลักการนี้ในการ Apply เวลามองเรื่อง Digital ได้ในหลาย ๆ กรณี ทั้งนี้ เทคโนโลยียังมีอีกมากมายหลายอย่างและบางอย่างมีการพัฒนาไปล้ำหน้ากว่าความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไปในปัจจุบันพอสมควร …

ที่หยิบยกมาเล่าเป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นภาพความเกี่ยวข้องของคำว่า Digital กับการทำธุรกิจ ครั้งถัด ๆไปผู้เขียนจะค่อย ๆ ทยอยเล่าว่าผู้ประกอบการ SMEs เราน่าจะรู้อะไรอีก เอาเป็นว่าตอนนี้ถ้าเราพอจะเข้าใจคำว่า Digital เกี่ยวข้องกับธุรกิจเราอย่างไรบ้างแล้ว เราก็จะเห็นว่าถ้าเรา “เข้าใจและใช้เป็น” เทคโนโลยี Digital ก็จะเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เราอยู่รอดในยุค Thailand 4.0 ต่อไป ถ้าเราเข้าใจแต่ใช้ไม่เป็นก็จะทำให้เราเสียเงิน เสียเวลา แถมไม่ได้ประโยชน์อีกเหมือนกัน วันนี้ขอสรุปเพียงให้เห็นภาพว่าเวลามอง Digital กับธุรกิจเกี่ยวกันด้วยภาพประมาณนี้ และจะได้ประโยชน์ก็ต้อง “เข้าใจและใช้เป็น”…

Advertisements